เรื่อง ทาคายะ คางามิ
ภาพ ซาโอริ โทโยตะ
แปล kaya i
เบต้า เช็คคำญี่ปุ่น sakuranbo
(แปลจาก Toriaezu Densetsu no Yuusha no Densetsu เล่ม 6

 

ตำนานอันด่างพร้อยของผู้กล้าในตำนาน

หนังสือต้องห้าม

 

 

ต้องสาป

ต้องสาป

ต้องสาป

ของสิ่งนั้นต้องคำสาป

มีหนังสือเล่มหนึ่งถูกวางทิ้งไว้ในห้องอันมืดสลัว

บรรยากาศแห่งลางร้ายพวงพุ่งออกมาจากหนังสือเล่มนั้น

ขนาดโลกยังดูเหมือนหยุดหมุน ผุพังและเสื่อมสลายลงโดยมีหนังสือนี่เป็นศูนย์กลาง 

ใช่แล้ว

มองยังไงหนังสือนี่ก็ต้องสาป

พลังของคำสาปนั้นมหาศาล เพียงแค่สัมผัส มันจะกลืนกินและล่วงล้ำวิญญาณของมนุษย์ ทำลายเจตจำนงของผู้คน ชีวิต และทุกสิ่งอันเป็นที่รัก

คำสาปแบบนั้นถูกร่ายใส่หนังสือนี่

ไม่สิ เรียกมันด้วยคำว่าคำสาปจะเหมาะสมหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย 

คำสาปนี้ ไม่ได้อยู่ในระดับพื้นๆ อย่างคำสาปหรือเวทมนตร์

ต่อให้รวบรวมนักวิจัยเวททั่วทั้งจักรวรรดิโรแลนด์มา ก็ไม่อาจจะต่อกรกับคำสาปนี่ได้ จะทำลายยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ของแบบนี้จะเรียกว่าคำสาป ยังน้อยไป

หายนะชัด ๆ 

โรแลนด์ไม่มีความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือศาสนา แต่ถึงกระนั้นก็ยังเหมาะที่จะคิดว่ามัน

เป็นหนังสือที่ถูกเขียนขึ้นโดยพระเจ้า...... หรือยิ่งกว่านั้น โดยปีศาจ

ถ้าอ่าน ถึงตาย

ทั้งที่รู้

แต่เขาต้องอ่าน 

"……….."

กษัตริย์แห่งโรแลนด์ ชิออน อัสทาล พยายามควบคุมมือที่กำลังสั่นจากความตึงเครียดอย่างมาก

ผมยาวสีเงิน รูปร่างหน้าตาได้รูป

ดวงตาสีทองที่เฉียบคมและบ่งบอกได้ถึงเจตจำนงอันแรงกล้า บัดนี้กลับมีร่องรอยความหวาดหวั่นปรากฏให้เห็น อาจเป็นเพราะอิทธิพลอันชั่วช้าของคำสาป 

ทว่า เมื่อรอจนมือหยุดสั่น เขาก็เอื้อมไปหาหนังสือแห่งความตายอีกครั้ง

เขาเป็นกษัตริย์แบบนั้น

แม้จะเจ็บปวดหรือยากเข็ญแค่ไหน แม้ตัวเองจะต้องทรมานสักเท่าไหร่ เขาก็จะไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า

เขาสัมผัสหนังสือต้องสาป แล้วมองที่ปก

เห็นคำเขียนไว้ว่า 

 

'ตำนานของผู้กล้าแห่งความจริง'

 

"......หา ผู้กล้าแห่งความจริง ? น่าจะเป็นปีศาจมากกว่ามั้ง ?"

ชิออนพูดราวกับอาเจียนมันออกมา

ใช่แล้ว

นี่ล่ะหนังสือของปีศาจ

ถ้าอ่านรับรองว่า......

แต่ชิออนส่ายหัวเพื่อหยุดยั้งความคิดที่จะเกิดขึ้นถัดไป ถ้ามานั่งนับถึงความกังวลของอนาคต เขาคงจะสูญเสียแม้กระทั่งความกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า

"เอ้า เจ้าปีศาจ แกจะแสดงอะไรให้ฉันเห็นล่ะ ?"

ว่าแล้วเขาก็เปิดหนังสือ

 

โดยไม่นำพาว่าการกระทำนั้น

จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร

 

 

♦♦♦

 

 

'ตำนานของผู้กล้าแห่งความจริง'

 

เรื่องราวเล่าขานถึงจุดกำเนิด และจุดสิ้นสุดของโลก และการเริ่มต้นขึ้นใหม่ของมัน

แสงสว่างและความมืด

ความดีและความชั่ว

เรื่องราวอันไม่มีวันจบสิ้นของการโรมรันระหว่างเหล่าเทพเจ้าและเหล่าปีศาจที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่อดีตกาลไปจนถึงอนาคต

และเรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้นในยุคสมัยที่ผู้คนสิ้นหวัง เมื่อสิ่งมีชีวิตแสนวิปลาส สิ่งมีชีวิตแห่งความมืดย่ำไปในผืนโลก

ใช่แล้ว เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้น ณ จุดสิ้นสุดของโลก

ตำนานของผู้กล้าผู้นี้ เริ่มขึ้นในหมู่บ้านชายแดนของประเทศ

 

 

ผ่านมาสองปีแล้ว นับแต่ที่เมืองหลวงตกอยู่ใต้การปกครองของราชาแห่งความมืด

ความมืดมิดได้กลบฝังโลก

ถึงกระนั้น ผู้คนก็ยังคงหนีกระจัดกระจายไปตามชายแดนของประเทศและหาทางเอาชีวิตรอด......

ในหมู่บ้านที่เหล่าผู้รอดชีวิตจำนวนไม่มากก่อตั้งขึ้นมา มีร้านน้ำชาตั้งอยู่

มันเป็นร้านน้ำชาที่มีแค่พ่อและลูกสาวช่วยกันดูแล แต่เพราะดังโงะของที่นี่ขึ้นชื่อลือชาว่าอร่อย สองพ่อลูกจึงยังพอทำเงินได้อยู่บ้าง

ถึงกระนั้น เงื้อมมืออันชั่วร้ายของความมืดก็คืบคลานมาถึงหมู่บ้านอันสงบสุขเช่นนี้ !!

จู่ ๆ สัตว์ร้ายแห่งความมืดนับร้อยตัว ก็ปรากฏกายขึ้นที่หมู่บ้าน

"คริ คริ คริ คริ ! มาซ่อนตัวกันอยู่ที่นี่เอง เจ้าพวกมนุษย์ ! จะฆ่าให้หมดทุกคนเลย !"

พวกมันตะโกนแล้วเริ่มโจมตี

ลูกสาวร้านน้ำชาที่ไม่รู้เรื่องดังกล่าว ได้เดินออกมาจากร้าน

"แย่จัง แป้งดังโงะหมดซะละ ต้องไปซื้อเพิ่มว๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย !!"

เธอถูกฝูงสัตว์ร้ายจู่โจม

เหล่าสัตว์ร้ายจ้องมองสาวน้อย

"คริ คริ คริ คริ ! ผู้หญิงล่ะ ! เจอเนื้อผู้หญิงแล้วล่ะ !"

พวกมันเริ่มมารวมตัวกันเพราะเสียงตะโกน

แล้วฉีกกระชากเสื้อผ้าของเธอ แม้แต่กระโปรงหรือกกน.ก็ไม่เว้น

"เนื้อดูนุ่มอะไรอย่างนี้ ! หม่ำกันเถอะ มาหม่ำกันเถอะ~!!"

"ม่ายยยยยยยยยยยยยยยย !!"

สาวน้อยกรีดร้อง

เสียงร้องของเธอทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกตัว และวิ่งออกมาจากร้าน เขาตกตะลึงกับการปรากฏตัวของเหล่าสัตว์ร้าย

"สะ...สัตว์พวกนี้ !?"

แล้วเขาก็เห็นลูกสาวที่ร่างเปล่าเปลือย กำลังโดนสัตว์ร้ายรังแก

"ล่ะ-ไลเนอร์ !!"

"เฮ้ยเดี๋ยว ! ฉันเป็นสาวน้อยเปลืองตัวนี่หรอกเรอะ !?"

แต่เสียงร้องของผู้เป็นพ่อก็มิได้ก่อให้เกิดผลอันใด ไลเนอร์กำลังจะถูกฝูงสัตว์ร้ายรุมกิน !

"ไม่เอาน่า ช่วยเลิกเมินฉันแล้วหยุดเขียนนิยายพิลึก ๆ......"

หมายความว่าไง นิยายพิลึก ๆ !

"เฮ่อ ตอบซะทีนะ... ตกลงคิดจะตอบฉันผ่านทางนิยายงั้นสิ คือ มีเรื่องที่อยากรู้น่ะ คืองี้ ฉันอยากออกไปกินข้าวเย็นแล้ว แต่กระเป๋าตังค์ของฉันมันดันอันตรธานหายไปอย่างลึกลับเนี่ยสิ แล้วจากที่เห็นเมื่อกี้ ตรงอกเสื้อของเธอมีของที่คล้าย ๆ กระเป๋าของฉันอยู่นะ......มันหมายความว่ายังไงกันหา ?"

แล้วเจ้าสัตว์ร้ายก็อ้าปาก อันเต็มไปด้วยคมเขี้ยว....

"ไม่ ๆ ๆ ตอบฉันสิ"

เจ้าโง่

บทของนายต้องร้องว่า 'กรี๊ดดดดดดดดดด !?' ต่างหาก !

"ไม่เอาด้วยเฟ้ย ! เฮ่อ ช่างเถอะ ขอเอากระเป๋าตังค์ไปล่ะ......"

ย่ะ-หยุดนะ ! เจ้าสัตว์เดรัจฉาน ! คิดจะจับหน้าอกฉันงั้นเหรอ !?

"แล้วจะให้ทำยังไงล่ะฟร้าาา !! "

หึ ๆ ก็มาช่วยฉันแต่งผลงานชิ้นโบว์แดงนี่ซะสิ

"......ไอ้ ผลงานชิ้นโบว์แดงที่ว่า อย่าบอกนะว่าหมายถึงไอ้นิทานห่วยแตก..................................................................................................................มะ ไม่ใช่ หมายถึงมันช่างเป็นผลงานที่วิเศษยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้นะ กระผมไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยครับว่าเฟริสเป็นนักเขียนที่มีพรสวรรค์ถึงปาน นี้ จริงจริ๊ง เพราะงั้นได้โปรดขอให้กระผมได้มีส่วนร่วมช่วยแต่งผลงานชิ้นโบว์แดงนี่เถอะ ดังนั้นช่วยกรุณาเลิกบีบคอกระผมซะทีเถอะ................................"

และในชั่วขณะที่ฝูงสัตว์ร้ายจะเข้าขย้ำไลเนอร์นั้นเอง !

"ฉันจะตายคามือเธอก่อนสัตว์ร้ายจะขย้ำซะมาก....เปล่าจ้ะ โกหกจ้ะ ! แต่งจ้ะแต่ง ! ฉันจะช่วยเธอแต่งเอง ! ปะ-ปล่อยคอเหอะ !! นะ ได้โปรด !! จะ-จะให้กระผมทำอะไรบ้างครับ ท่านเฟริส !? เออ ใช่ ! จะให้รับบทลูกสาวใช่มั้ย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด ใครก็ด้ายช่วยเดี๊ยนทีฮ่า"

หึ ๆ ก็เก่งนี่นา

"จะฆ่า......"

หือ ?

"เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร แต่ ถามจริงเหอะ นี่มันอะไรกัน ? เธอจะเล่นแบบนี้อีกนานไหม ?"

อืม

ก็จนกว่าหนังสือเล่มนี้จะได้ตีพิมพ์ แล้วฉันได้นอนกินค่าลิขสิทธิ์ใช้ชีวิตในฝันแบบอู้ฟู่หรูหราก่อนนั่นแหละ

".......เอาอีกแล้วเรอะ.......เธอคิดจริง ๆ เรอะว่าเป็นไปได้ ?"

แน่นอน

"ว่าแต่ แล้วข้าวเย็นฉันล่ะ ?"

ไว้ฉันได้ค่าลิขสิทธิ์เมื่อไหร่ นายอยากกินอะไรฉันจะพาไปเลี้ยงเอง

"…....สรุปแล้ว ถ้าเอาตามที่เธอว